ห่วงคุมกำเนิด

ห่วงคุมกำเนิด

ห่วงคุมกำเนิด

เนื่องด้วยปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน และตั้งครรภ์เมื่อยังไม่พร้อม เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างมากในประเทศไทย รัฐบาลจึงต้องมีการสนับสนุนให้มีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็เป็นที่มาของนโยบายการฝังยาคุมกำเนิด และการใส่ห่วงคุมกำเนิด หรือห่วงอนามัยให้แก่เยาวชนที่มีอายุ 10-20 ปีขึ้นไป แต่ทั้งนี้ ห่วงคุมกำเนิดก็ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่ากับยาคุมแบบฝัง ซึ่งเมื่อดูลักษณะรูปร่างแล้วก็อาจจะทำให้ผู้หญิงหลายคนกังวลถึงความไม่สะดวกหรือไม่สบายใจที่จะคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ เราจึงได้รวบรวมบทความเกี่ยวกับห่วงคุมกำเนิดมาให้ทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพื่อจะได้นำไปเป็นทางเลือกในการคุมกำเนิดชั่วคราวต่อไป

รู้จักห่วงคุมกำเนิด

ห่วงอนามัย หรือห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device) มีชื่อเรียกในทางการแพทย์สั้นๆ ว่า IUD ซึ่งย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษ ซึ่งห่วงอนามัยนี้ จัดเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เพราะจะต้องนำเข้าไปใส่ไว้ในโพรงมดลูกของผู้หญิง เพื่อไม่ให้เอ็มบริโอ้ หรือตัวอ่อนที่เกิดจากการผสมของอสุจิและไข่ฝังตัวได้ตามปกติ ปัจจุบันมีให้เลือกถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ แบบเคลือบฮอร์โมน แบบหุ้มทองแดง แบบธรรมดา และแบบไม่มีโครง ซึ่งแต่ละรูปแบบ จะมีลักษณะการทำงานและรูปร่างที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใส่ด้วย

ห่วงคุมกำเนิดทำงานอย่างไร?

ดังที่กล่าวไปแล้วนั้น ว่าห่วงคุมกำเนิดนี้ จะช่วยป้องกันไม่ให้ตัวอ่อนสามารถเข้าไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีอีกการทำงานหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือการอักเสบของโพรงมดลูก ที่เกิดจากการมีวัสดุแปลกปลอมหลุดเข้าไป (ซึ่งในที่นี้ก็คือห่วงคุมกำเนิดนั่นเอง) ซึ่งจะทำให้มูกบริเวณปากมดลูก มีความหนามากขึ้นจนอสุจิไม่สามารถผ่านเข้าไปผสมกับไข่จนเกิดตัวอ่อนได้ และยังช่วยยับยั้งการตกไข่ประจำเดือนของผู้หญิงได้มากถึง 25% 

ประสิทธิภาพของห่วงคุมกำเนิด

รู้หรือไม่ว่า การใช้ห่วงอนามัย หรือห่วงคุมกำเนิดในการป้องกันการตั้งครรภ์นั้น มีประสิทธิภาพสูงเป็นอันดับ 3 จากวิธีการคุมกำเนิดชั่วคราวทั้งหมด แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ก็คือการใส่ห่วงที่ถูกต้องตามหลักวิธีทางการแพทย์ ถ้าหากเป็นห่วงคุมกำเนิดแบบเคลือบฮอร์โมน และแบบทั่วไปนั้น มีอัตราความล้มเหลวในการป้องกันเพียง 0.2% หรือ 2 ใน 1,000 คนเท่านั้น และถ้าเป็นห่วงคุมกำเนิดแบบหุ้มทองแดง จะมีอัตราความล้มเหลวในการป้องกันเพียง 0.6% หรือ 6 คนใน 1,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำมาก ๆ